Sustainable Study – เรียนรู้เพื่อรักษาโลกของเรา

ในรายงานการประชุม world economic forum ปี 2007 ที่เมือง ดาโวส์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในหัวข้อ  Global Risk  ได้สรุปว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญอยู่กับภาวะ “อันตราย” หรือ ภาวะ “เสี่ยง” อยู่ถึง 23 เรื่องใหญ่ ๆ  โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ 1 ราคาน้ำมันที่สูงเกินคาด พลังงานที่ขาดแคลนลง 2 ค่าเงินสกุลอเมริกันที่มีแต่นับวันจะอ่อนแอลง 3 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่อาจหยุดชะงักอย่างรวดเร็ว 4 การเสียดุลย์การค้าของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ์ G8 บวกกับภาวะการขาดดุลย์ของประเทศใหญ่ ๆในโลกอีกหลายประเทศ 5 ราคาสินค้า อสังหาริมทรัพย์ที่มีแต่ถีบตัวสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ด้านสิ่งแวดล้อม 6 การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ 7 การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น 8 มหันตภัยธรรมชาติ พายุเขตร้อน 9 มหันตภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว 10 มหันตภัยธรรมชาติ [...]

, , Hide

นักวิทยาศาสตร์ของโลกในนาม IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) คณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่างได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน กำลังรุนแรง และกำลังกวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่ออารยธรรมของมนุษยชาติ” หมายความว่า หากมนุษย์ไม่สามารถร่วมแรงร่วมใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเจริญรุ่งเรือง อายธรรมของมนุษย์อาจจะเป็นเพียง “อดีต” ในไม่อีกกี่ทศวรรษข้างหน้า หรือบางทีอาจจะไม่กี่ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี  2003 เป็นต้นมา มนุษย์เราเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบของอาการ โลกร้อน ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ปี 2003 คลื่นความร้อนทั่วยุโรปฆ่าประชากรโลกร่วม 35,000 คน ปี 2004 พายุเฮอร์ริเคน แคทารินา โหมกระหน่ำประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่ทะเลแอตแลนติกใต้จะมีพายุเฮอร์ริเคน ปี 2004 ประเทศอเมริกาต้องบอบช้ำอย่างหนักจากพายุทอร์นาโด ปี 2004 ที่คนไทยต้องร้องไห้ทั่วประเทศ และโลกต้องสูญเสียคนเกือบ 200 ,000 ในคราวเดียวจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์ สึนามิ ปี 2005 มีเหตุการณ์ภัยทางธรรมชาติที่เกิดต่อเนื่องในหลายประเทศ พายุเฮอร์ริเคนเอมลี่กระหน่ำแมกซิโกอย่างหนัก [...]

, Hide

ดร. มาร์ก ไลนัส นักหนังสือพิมพ์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวอังกฤษได้ผลิตสารคดีที่ ให้ภาพจำลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นไปได้ถึง “หน้าตา” ของโลกใบนี้ในอุณหภูมิที่แตกต่างกันตั้งแต่ 2-6 องศา  ดร.ไลนัสกล่าวว่า “สภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้หมายความถึงแค่การเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ของอุณหภูมิโลก แต่จริง ๆ แล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ในโลก นั่นเป็นเหตุผลที่เราได้เห็น ทั้งความแห้งแล้ง และน้ำท่วมในสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่การเกิดน้ำท่วมและสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันอย่างต่อเนื่อง” ต่อไปนี้คือ หน้าตา ของ “บ้าน” ของพวกเรา หากเราปล่อยให้ บ้าน เราร้อนเป็นเตาอบเกิน 2 องศา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ทำให้ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์ค่อย ๆ ละลายหายไป และทำให้เผ่าพันธุ์หมีขั้วโลกเหนือตกอยู่ในภาวะอันตรายซึ่งในส่วนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ชื่อ จาคอบชวาน (JAKOBSHAVN) ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านปี ปัจจุบันได้กลายเป็นธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวเร็วที่สุดในโลก โดยในระยะเวลาเพียง 2 วัน ระดับน้ำแข็งที่ละลายไปนั้น มีจำนวนเท่ากับน้ำที่สามารถให้ชาวนิวยอร์กทั้งเมืองบริโภคเป็นเวลา 1 ปี “ที่สำคัญการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2 [...]

, , Hide

นอกจาก Six degrees Could Change the World  ที่ให้ภาพกราฟฟิคจำลองหน้าตาของโลกในอุณหภุมิที่แตกต่างกัน ภาพยนตร์ The Age of Stupid ยุคแห่งความโง่ ก็พยายามให้ภาพของ โลกที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ ในปี 2055 คือ  โลกในอีก 46 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นสภาพที่มนุษย์ต้องอยู่อย่างอดอยาก ท่ามกลางความหนาวเย็น แห้งแล้ง  เพราะมนุษย์ล้มเหลวในการร่วมมือกันเพื่อลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้ต่ำลงถึงระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ในภาพยนตร์ ความสวยงามของธรรมชาติเป็นเพียงอดีตไปแล้ว สถานที่สำคัญของโลก เช่น ทัชมาฮาลในอินเดียกลายเป็นสุสานร้างท่ามกลางทะเลทราย โอเปร่าเฮาส์ในซิดนีย์อยู่กับกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้แผดเผาประเทศออสเตรเลียอยู่ ชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอายสัญญลักษณ์ประเทศอังกฤษอยู่โผล่เหนือน้ำเพียงไม่กี่เมตร   “น่าเสียดายที่เรามีโอกาสช่วยตัวเอง ให้รอดจากภัยพิบัติ แต่เราไม่ได้ทำ” นี่คือประโยคปิดท้าย ของคนในปี 2055 ที่พูดกับคนดูหนังในปี 2009 จุด Tipping Point คือจุดแปรผันที่สำคัญ ณ อุณหภูมิ 2 องศา คือจุดแปรฝันที่อันตรายต่อการแปรเปลี่ยนของความสมดุลของระบบนิเวศ หากมนุษย์ไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและปล่อยให้อุณหภูมิโลกไต่ถึงระดับ 2 องศา ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปก็จะไม่สามารถหวนกลับมาสู่ความเป็นปรกติได้อีก หายนะจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติก็จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดง่าย [...]

, Hide

ดูเหมือนว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่แสดงอาการห่วงใยความเป็นไปของโลก การประชุมเรื่องสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งสหประชาชาติในเดือน พฤศจิการยน ปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน มีคนจากทั่วทุกมุมโลก ลงทะเบียนต้องการมีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้มากเป็นประวัติการณ์ถึง 30,000 คน  ที่เป็นเช่นนี้เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่จะชี้ชะตาของมนุษยชาติว่าจะรอดพ้นจากภัยพิบัติได้หรือไม่ การประชุมครั้งนี้จะสะท้อนความรับผิดชอบของผู้นำโลกว่าจะ “ตระหนัก” ถึงภัยพิบัติดังกล่าวและจริงใจที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือไม่  ผู้คนทั่วทั้งโลกไม่ว่าจะประเทศร่ำรวยหรือยากจนต่างฝากความหวังไว้กับผู้นำของพวกเขาให้สามารถตกลงเจรจา หาข้อยุติเพื่อนำพาให้โลกถอยออกมาจาก “ความวินาศ” ที่กำลังจะ เกิดหากแม้ว่าอุณหภูมิของโลกร้อนเกิน 2 องศา ในที่สุดผู้นำโลกก็ทำให้ “ประชาคมโลก” ต้องผิดหวัง เสียงนักวิทยาศาสตร์ด้านผลกระทบจากโลกร้อนขององ์การนาซ่าได้ออกมาย้ำเตือนว่า หากมนุษย์ยังไม่ยอมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปล่อยให้ก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเกิน ๔๕๐ ส่วนต่อล้าน โลกใบนี้จะ “เปลี่ยนหน้าตาไป” อย่างแน่นอน                 ปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ อยู่ในระดับที่สูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและแตะระดับ 390 ส่วนต่อล้านแล้ว ซึ่งใกล้ระดับอันตรายเข้าไปทุกที  นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าระดับแม้จะยังไม่ถึงเพดาน แต่ก็น่าเป็นห่วง เป้าหมายที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการคือระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ไม่เกิน 350 ส่วนต่อล้าน ผู้นำจากทั่วโลก 193  ชาติ ทิ้งภารกิจสำคัญมาร่วมประชุมกันเกือบสองสัปดาห์ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2009  แต่ข้อสรุปสุดท้ายคือ “เราไปคุยกันใหม่ปีหน้า”  หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการเลื่อนการตกลงออกไปพิจารณาใหม่ในปีหน้าเปรียบเสมือนการเลื่อนจ่ายหนี้ในบัตรเครดิต ยิ่งจ่ายช้า ก็จะทำให้ปลดหนี้ยากขึ้น การติดหนี้บัตรเครดิตนั้น หากเรายังไม่จ่าย [...]

Hide

ปัญหาวิกฤตทั้งโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ภัยเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่เกิดขึ้นรุนแรงหนักหน่วงในระยะ 10 ปีมานี้ ต่างกระตุ้นทำให้ผู้นำโลก และผู้นำทางความคิดของสังคม ต้องขบคิด ทบทวนถึงปัญหาว่าการพัฒนา วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ ได้นำพามนุษยชาติมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราทำอะไรผิด เราเดินทางผิดกระนั้นหรือ ถ้าใช่ เราจะรักษาเยียวยา หาทางออกของปัญหาทั้งหมดได้อย่างไร ได้ทันมั๊ยและจะต้องเริ่มอย่างไร มนุษย์เดินทางผิด เพราะคิดแยกส่วน วิกฤติสังคมโลกที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการแยกศาสตร์ออกเป็นส่วน ๆ จนศาสตร์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ได้ถูกแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด การก้าวล่วงล้ำออกนอกขอบเขตของศาสตร์กลายเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และยอมรับกันไม่ได้ของผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ในสาขาเศรษฐศาสตร์ หรือ ธุรกิจ   มิติทางสิ่งแวดล้อมจะไม่มีโอกาสได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเลย ความคิดคับแคบ และ แยกส่วนเช่นนี้ทำให้การเชื่อมโยงของศาสตร์ต่าง ๆ สิ้นสุดลง ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตจริง เศรษฐศาสตร์ แยกไม่ออกจากสิ่งแวดล้อม ปรัชญา แยกไม่ออกจากธุรกิจ ศาสนากับฟิสิกส์แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อศาสตร์ต่าง ๆ ถูกแยกส่วน นักศึกษาวิชาธุรกิจ จึงไม่เคยแตะเรื่อง สิ่งแวดล้อม [...]

, Hide

Vision 2050 คือบทสรุปโฉมหน้าของโลกธุรกิจในอีก 40 ปีข้างหน้า เป็นผลสรุปที่ได้มาจากนักธุรกิจชั้นนำจาก 200 บริษัทในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 20 ประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่เดินทางที่นักธุรกิจชั้นนำของโลกมองเห็นร่วมกันว่าโลกในมุมมองของธุรกิจจะเดินทางต่อไปอย่างไรอีก 40 ปีข้างหน้า ในขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 9000 ล้านคนท่ามกลางทรัพยากรที่ร่อยหรอลง เป็นความท้าทายของโลกธุรกิจในการหาจุดสมดุลระหว่างพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์กับระบบนิเวศ และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน จะมีธุรกิจที่จะต้องหายไปจากโลกในี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้กับธุรกิจ และบริการใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดตามมา แต่สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และบริการ มาเป็นเงินตราเพื่อการดำรงชีวิต ธุรกิจจะต้องดำเนินต่อไปอย่างไรเพื่อให้ การแลกเปลี่ยน และกิจกรรมทางธุรกิจของโลก ยังดำรงอยู่ได้ต่อไปอย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทรัพยากรของมนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบต่อเยาวชนและคนที่จะเกิดมาในภายหลัง  หมายความว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องได้รับการบำรุงรักษาเผื่อแผ่ให้คนที่จะเกิดมาในภายหลัง  แนวโน้มในอีก 40 ข้างหน้า สิ่งที่โลกธุรกิจจะต้องเกิดขึ้นก็คือ กิจกรรมทางธุรกิจและการซื้อขาย การตั้งราคาสินค้าจะต้องมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ผลกระทบด้านระบบนิเวศ น้ำ อุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือที่ผลิต จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบเหล่านี้ทั้งหมด ลดปริมาณการใช้ผลิตภัณท์จากไม้ธรรมชาติ เพิ่มผลผลิตจากวัสดุหรือไม้ที่ปลูกทดแทน และวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ [...]

No tags Hide

ถ้าโลกเปรียบเสมือนคนที่กำลังเจ็บป่วย โลกก็กำลังต้องการ “หมอ” ทางเลือกจำนวนมากที่เข้าใจสาเหตุ ที่มาของความเจ็บป่วย และลงมือรักษาโรค ที่ต้นตอ ไม่ใช่ รักษาที่ปลายเหตุอีกต่อไป การศึกษาของโลกรวมทั้งประเทศไทยที่ผ่านมาได้สร้างความคิด ความเชื่อ และการดำรงชีวิตในทิศทางที่ “ซ้ำเติม” ปัญหาของโลกให้มีอาการป่วยหนักยิ่งขึ้น แต่ในภาวะที่โลก และธรรมชาติแสดง ปรากฏการณ์หลายอย่างที่ส่ออาการผิดปรกติ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา ผู้นำในศาสตร์สาขาวิชาเริ่มตั้งคำถาม ทบทวน หาสาเหตุ และหาทางแก้

Hide

เมื่อฮาร์วาร์ดต้องฉีกตำรา MBA ทิ้ง และเขียนตำราใหม่ Paradigm Shift from Globalization to Sustainability จากโลกาภิวัตน์ สู่ ความยั่งยืน วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า วิกฤติซับพราม หรือที่รู้จักในบ้านเราว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่มีผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ เก่าแก่ขนาดอายุเป็นร้อยปี อย่าง เลแมน บราเดอร์ส มีอันต้องล้มละลาย อันเป็นเหตุการณ์ที่ช๊อคคนทั้งโลก เป็นเหตุให้เศรษฐกิจของอเมริกาเข้าสู่ยุคถดถอย จนเป็นความวิตกกังวลว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งและครั้งนี้อาจจะหนักกว่า เศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอเมริกันนับแสนคนต้องตกงาน หลายคนมีอาการเครียด วิตกกังวลถึงขั้นฆ่าตัวตาย คล้ายคลึงกับวิกฤตต้มยำกุ้งที่นักธุรกิจบ้านเราพากันฆ่าตัวตายเมื่อธุรกิจประสบกับปัญหาและมีหนี้สินมากมายเกินกว่าที่จะจัดการได้ จากประเทศอเมริกา ลามมาถึงญี่ปุ่น ดูไบ และล่าสุดกรีซ ที่ประเทศมหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส ต้องตัดสินทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อโอบอุ้มไม่ให้ เศรษฐกิจของกรีซต้องทรุดหนักกว่านี้ มิเช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนโดมิโดที่พาเอาประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ล้มครืนไปด้วย เหตุการณ์วิกฤติการณ์การเงิน วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤติสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน และปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศที่เจริญแล้ว รวมทั้งความยากจน โรคระบาดใหม่ ๆ กระตุ้นให้ผู้นำการศึกษาของโลกอย่างมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยเพ็นซิลวาเนีย [...]

No tags Hide

“การหาเงินให้ได้มากๆแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ต้องหาเงินมาเยียวยาสิ่งแวดล้อมในภายหลังอยู่ดี”   ทฤษฎีบริหารธุรกิจในอเมริกาถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง อเมริกา ถือเป็นประเทศที่มีพลเมืองมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นที่กำเนิดแนวความคิดการบริหารธุรกิจทุนนิยมเต็มรูปแบบดั้งเดิม ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์องค์กรสูงสุด การบริหารงานที่คำนึงถึงผลกำไรขององค์กร ผู้ถือหุ้นของบริษัท และพนักงานในรูปแบบผลกำไร ที่วัดเป็นตัวเลข  ซึ่งแนวคิดการบริหารงานแบบนี้ก็ได้แพร่หลาย ถ่ายทอดต่อๆ กันมาในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ถ้าเราไปดู หลักสูตรบริหารธุรกิจในเกือบทุกมหาวิทยาลัยจะสอนการทำ SWOT Analysis (Ansoff 1965) ซึ่งจะพูดถึงการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อนของธุรกิจ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอด โดยไม่ได้ พูดถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสังคมเลย ในยุคนั้นแทบจะไม่มีเลยในหลักสูตรธุรกิจบ้านเราจะพูดถึงผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดจากการสอนให้ทุกธุรกิจทำทุกอย่างเพื่อผลประกอบการสูงสุดเพื่อความได้เปรียบเหนือคู่แข่งโดยใช้หลัก Diamond Model (Porter 1990) จากการล่มสลายขององค์กรธุรกิจรายใหญ่ทั่วโลกทั้งในยุโรป เอเขีย รวมถึงอเมริกา องค์กรธุรกิจระดับโลกอายุร้อยห้าสิบกว่าปีที่ต้องมา ล้มละลายปิดกิจการไปในศตวรรษนี้อย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส ยักษ์ใหญ่ทางด้านวาณิชย์ธนกิจของอเมริกา ที่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ  เพราะการดำเนินธุรกิจที่มุ่งหวังผลกำไรในระยะสั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวที่จะทำให้ธุรกิจดำรง อยู่อย่างต่อเนื่องอย่างไร ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวองค์กรธุรกิจในสาขาต่างๆ จำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาภาวะโลก ร้อน จำนวนป่าไม้ลดลง มลภาวะของอากาศและน้ำ  [...]

, , , , , Hide

Older posts >>

Find it!

Archives

To top
Copyright © 2012 Sustainable Study – เรียนรู้เพื่อรักษาโลกของเรา - Sustainable Study – เรียนรู้เพื่อรักษาโลกของเรา.
Website powered by WordPress and Asero wordpress theme designed by TopTut.com & TopWPThemes.com.
Visit WebHostingFan.com for the latest news on web hosting and cms review.